ปัญหาตะอัซซุบของมัดคอลียฺ | 2/11/69

โดย dp6admin
หัวข้อเรื่อง
วิเคราะห์ปัญหา "ตะอัซซุบ" (ความคลั่งไคล้หรือการยึดติดแบบมืดบอด) โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มที่เรียกตนเองว่า มัดคอลียะฮ์ พร้อมทั้งชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม
.
วันที่บรรยาย
ความยาว
115.00 นาที
มีวีดีโอ
มี
คลิ้กเพื่อรับฟัง/ดาวน์โหลด (คลิ้กขวา บันทึกเป็น.../Save as...)
รายละเอียด

1. ความหมายและธรรมชาติของ "ตะอัซซุบ"

  • นิยามของ ตะอัซซุบ: ตะอัซซุบเป็นคำในเชิงลบ หมายถึงการปฏิบัติตามผู้อื่น พรรคพวก บุคคล สถาบัน หรือเชื้อชาติ โดยปราศจากเหตุผลและหลักฐานทางศาสนา หรือการยึดถือสิ่งเหล่านั้นแม้จะรู้ว่าขัดกับหลักการศาสนา
  • ข้อแตกต่างจากการตามทั่วไป: การตามหลักการศาสนา ตัวบทกุรอาน และซุนนะฮ์อย่างเคร่งครัดไม่ถือเป็นตะอัซซุบ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตามมัซฮับ (มุก็อลลิด) เพราะตนเองไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์ตัวบท ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีตะอัซซุบ เว้นแต่จะเห็นหลักฐานซุนนะฮ์ที่ชัดเจนแล้วแต่ยังดื้อดึงปฏิเสธ

2. ปัญหาและพฤติกรรมตะอัซซุบในกลุ่มมัดคอลียะฮ์

  • การยึดติดบุคคลเป็นมาตรฐานชี้วัด: อิบนุ ตัยมียะฮ์ระบุว่า ไม่อนุญาตให้แต่งตั้งบุคคลใด (นอกจากท่านนบี) หรือคำพูดใดมาเป็นเกณฑ์ตัดสินความแตกแยก หรือใช้เป็นตัวชี้วัดความเป็นมิตร-ศัตรู ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นแนวทางของชาวบิดอะฮ์ แต่กลุ่มมัดคอลียะฮ์กลับนำคำพูดของเชคหรือทัศนะเฉพาะกลุ่มมาเป็นบรรทัดฐาน และตัดขาดผู้อื่นหากไม่ยอมรับตาม
  • การนำศาสตร์ "ญัรห์ วะ ตะอฺดีล" มาใช้อย่างผิดที่ผิดทาง: มีการนำเกณฑ์วิพากษ์นักรายงานฮะดีษในอดีตมาใช้ตัดสิน แฉ และประจานผู้รู้หรือคนทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของบรรดานักหะดีษในอดีตที่ไม่ได้ใช้เพื่อการตัดขาดหรือประจานในลักษณะนี้
  • การสร้างภาพความเคร่งครัดที่ปลอดภัยแต่ทำลายสังคม: วิพากษ์ว่ามันฮัจญ์ของมัดคอลียะฮ์มักเป็น "แนวทางที่ปลอดภัย" ต่อตนเอง เช่น ไม่กล้าตักเตือนผู้ปกครองเมื่อกระทำความผิดอย่างเปิดเผย แต่กลับมุ่งโจมตีพี่น้องมุสลิม ผู้รู้ หรือกลุ่มอื่น ๆ ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่มุสลิมและเยาวชน
  • การเหมารวมและการประทับตรา: การตัดสินว่าคนอื่นเป็นบิดอะฮ์ อิควาน หรือคอวาริจญ์ เพียงเพราะอ่านตำราหรือคบหากับบุคคลที่เชคของตนไม่ชอบ ทั้งที่แม้กระทั่งอุลามาอ์ระดับอาวุโสหลายท่านก็เคยถูกกลุ่มนี้โจมตีและขับออกจากแนวทางสลัฟ

3. ท่าทีที่ถูกต้องต่อหลักการและความขัดแย้ง

  • สัจธรรมผูกติดกับตัวบท ไม่ใช่บุคคลหรือสถานที่: ความถูกต้องขึ้นอยู่กับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้รู้นั้นมาจากซาอุดีอาระเบีย มักกะฮ์ มะดีนะฮ์ หรือสังกัดกลุ่มใด ผู้รู้ทุกคนที่ไม่ใช่ท่านนบีย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ
  • มารยาทแห่งความขัดแย้ง (อะดับ อัล-อิคติลาฟ): เมื่อมีความเห็นต่างทางวิชาการ ต้องใช้วิชาการและตัวบทในการพูดคุยอย่างให้เกียรติ ไม่หยาบคาย และรักษาความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธา
  • การแยกแยะระหว่างตัวบทกับการตีความ: ต้องแยกแยะระหว่างตัวบทที่ชัดเจนตรงไปตรงมา (เศาะรีฮุนนัศ) กับความเข้าใจหรือการตีความส่วนบุคคล ไม่นำความเข้าใจส่วนตนมาแอบอ้างว่าเป็นตัวบทที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การเปิดใจรับความจริง: หากเป็นความจริงและสอดคล้องกับหลักฐาน ไม่ว่าผู้พูดจะเป็นใคร ย่อมต้องยอมรับความจริงนั้นโดยปราศจากอคติ


ก. พฤติกรรมของกลุ่มมัดคอลียะฮ์ในชีวิตจริง

การสนทนากับชาวมัดคอลียะฮ์: ผู้บรรยายเล่าว่า เคยช่วยเหลือชาวอาหรับสายมัดคอลียะฮ์ที่เดินทางมาเมืองไทยและไม่มีที่พัก แต่เมื่อมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เขานำมาพูดคุยไม่ใช่เรื่องหลักการศรัทธาพื้นฐาน แต่กลับหยิบหนังสือของเชคมุกบิลที่เขียนตอบโต้เชคก๊อรฎอวีย์ขึ้นมาพูดคุยทันที

การขาดมารยาทของเยาวชน: ยกตัวอย่างเยาวชนอายุประมาณ 17–19 ปี ที่เข้ามาโต้เถียงทางศาสนากับผู้บรรยายซึ่งอายุห่างกันหลายสิบปี โดยไม่ให้เกียรติความรู้หรือความอาวุโส และใช้ถ้อยคำเรียกชื่อในเชิงเหน็บแนมและหยาบคาย

การตัดขาดคนรอบข้างและครอบครัว: สะท้อนปัญหาจริงในสังคมว่า เยาวชนบางคนที่รับแนวคิดนี้ไป กลับตัดขาดความสัมพันธ์กับครูบาอาจารย์เดิม สถาบันเดิม หรือแม้กระทั่งพ่อแม่และเพื่อนฝูง เพียงเพราะมองว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่แนวทางสลัฟ

ข. การตัดขาดและขับไล่อุละมาอ์ออกจากแนวทางสลัฟ (ตะห์ซีร)

กรณีเชคมัฆรอวีย์ และ เชคอะลี อัล-ฮะละบีย์: เชคมัฆรอวีย์ (โมร็อกโก) เดิมสนิทสนมกับเชคเราะบีอ์ แต่เมื่อไปคบหากับบุคคลที่เชคเราะบีอ์มองว่ามีแนวคิดอิควาน เชคเราะบีอ์ได้ขู่ว่าหากไม่ตัดขาดก็จะตัดขาดเชคมัฆรอวีย์ จนนำไปสู่การแตกหัก เช่นเดียวกับ เชคอะลี อัล-ฮะละบีย์ (ลูกศิษย์เชคอัลบานีย์) ที่โดนแบบเดียวกัน

การขับไล่อุละมาอ์อาวุโส (กิบารอุละมาอ์): อ้างถึงอุละมาอ์หลายท่าน เช่น เชคบักร์ อบูเซด, เชคซัลมาน อัล-เอาดะฮ์, และ เชคซะฟัร อัล-ฮะวาลี ซึ่งแม้จะได้รับการรับรองจากเชคบินบาซและเชคเฟาซานว่าเป็นสลัฟ แต่กลับถูกกลุ่มเชคเราะบีอ์โจมตีและกล่าวหาว่าเป็นพวกอิควาน
กรณีเชคชะรีฟ ฮาติม อัล-เอานีย์: อุละมาอ์ซาอุดีฯ สายสะละฟีย์ ที่เขียนหนังสือวิชาการชี้ว่าการที่ชีอะฮ์หรือคอวาริจญ์กล่าวหาเศาะฮาบะฮ์ ไม่เพียงพอที่จะถูกตัดสินตักฟีร (ตกศาสนา) และวิพากษ์แนวทางการตักฟีรของมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ จนทำให้เขาถูกตั้งแง่และโจมตีจากกลุ่มมัดคอลียะฮ์

ค. ตัวอย่างการใช้เกณฑ์สองมาตรฐาน (มันฮัจญ์ที่ปลอดภัย)

การเงียบเฉยต่อผู้ปกครองแต่ดุดันกับมุสลิมด้วยกัน: วิพากษ์ว่ากลุ่มมัดคอลียะฮ์เลือกแนวทางที่ไม่ต้องเสี่ยงหรือมีต้นทุน โดยไม่กล้าตักเตือนผู้ปกครองเมื่อมีการจัดงานฮาโลวีนหรือคอนเสิร์ตอย่างเปิดเผยในแผ่นดินซาอุดีฯ แต่ออกมาตอบโต้งานเมาลิดนบีอย่างรุนแรงทุกปี

ง. ตัวอย่างเปรียบเทียบในประวัติศาสตร์และสถานการณ์ร่วมสมัย

การเชียร์โรมันของบรรดาเศาะฮาบะฮ์: ในอดีตเมื่อเกิดสงครามระหว่างเปอร์เซีย (บูชาไฟ) กับโรมัน (ชาวคัมภีร์ที่มีความเชื่อเรื่องไม้กางเขน) บรรดาเศาะฮาบะฮ์เลือกที่จะเอาใจช่วยโรมันเพราะมีความใกล้เคียงกับมุสลิมมากกว่า ผู้บรรยายนำมาเปรียบเทียบกับกรณีความขัดแย้งของอิหร่านกับศัตรูภายนอกว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ไม่ควรนำเรื่องข้อขัดแย้งทางอะกีดะฮ์ของชีอะฮ์มาปะปนกับประเด็นสงครามปกป้องดินแดน หรือแม้กระทั่งการเชียร์ฟุตบอล

จุดยืนของอิบนุตัยมียะฮ์ต่ออิบนุลบักรี: อิบนุตัยมียะฮ์ตัดสินว่าการขอดุอาอ์จากคนตายของอิบนุล บักรี เป็นชิริกและกุฟร์ แต่ท่านไม่ได้ตัดสินตักฟีรว่าตัวบุคคลนั้นตกศาสนา ซึ่งต่างจากแนวทางสุดโต่งที่ประกาศสงครามและตักฟีรผู้เห็นต่างในยุคต่อมา

สงครามอัสซับละฮ์ (ค.ศ. 1929): กรณีที่กษัตริย์อับดุลอะซีซต้องทำสงครามปราบปรามกลุ่มนักรบ "อิควาน มัน เฏาะอัลลอฮ์" ซึ่งเป็นกลุ่มเคร่งครัดตามแนวคิดวะฮาบีที่ต้องการบุกโจมตีคูเวตและอิรักโดยอ้างว่าจะไปปราบปรามพวกชีอะฮ์และซูฟีย์ จนบานปลายกลายเป็นการสู้รบกันเอง

 

 ปัญหาตะอัซซุบของมัดคอลียฺ | 2/11/69